รู้ไว้ จะได้ไม่เป็น “ซีสต์ที่รังไข่”

เป็นเรื่องไม่แปลกใหม่สำหรับผู้หญิงอย่างเราไปแล้ว หากเห็นเพื่อนๆ ในกลุ่มทยอยกันเข้าผ่าตัดซีสต์ที่รังไข่ อย่างเราเอาก็เคยผ่าตัดไปครั้งหนึ่ง อีกปีต่อมาเพื่อนก็เข้าห้องผ่าตัดด้วยอาการเดียวกัน ทำไมใครๆ ก็เป็นซีสต์ที่รังไข่ สาเหตุมาจากอะไร แล้วมีทางป้องกันไหม เราหาข้อมูลมาให้แล้วค่ะ
ซีสต์ คืออะไร? ต่างจากก้อนมะเร็งอย่างไร?

ตัวซีสต์เองเป็นถุงน้ำ ที่สามารถงอกขึ้นมาได้ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นรังไข่ เต้านม ต่อมไขมัน ลำไส้ ฯลฯ ซึ่งตัวซีสต์เองถือว่าเป็น “เนื้องอก” ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นซีสต์ หรือเนื้องอกชนิดอื่นๆ ก็มีทั้งแบบไม่เป็นมะเร็ง และเป็นมะเร็งเช่นเดียวกัน หลังผ่าตัดคุณหมอจะส่งชิ้นเนื้อไปตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ หากเป็นเนื้อร้าย หรือเป็นมะเร็งก็จะเริ่มทำการรักษามะเร็งต่อไป หากเป็นก้อนเนื้อธรรมดายังไม่เป็นมะเร็ง ก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ต่อไป
ประเภทของซีสต์
จริงๆ แล้วซีสต์มีมากมายหลายประเภทมาก แต่หากเป็นซีสต์ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงชาวไทย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

ช็อคโกแลต ซีสต์ เกิดจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ไปอยู่บนรังไข่ ทำให้มีลักษณะเหมือนมีเลือดประจำเดือนไปสะสมอยู่

เดอร์มอยด์ ซีสต์ มีลักษณะเหมือนก้อนไขมัน และอาจมีบางอย่างอยู่ในก้อนนั้นด้วย เช่น ฟัน เส้นผม ใครที่เป็นซีสต์ชนิดนี้ อาจมีโอกาสที่จะปวดท้องเฉียบพลัน เนื่องจากก้องซีสต์บิดขั้วจนอักเสบ เลือดไม่ไหลเวียน จนต้องผ่าตัดด่วน มีทั้งผ่าตัดเอาถุงน้ำ หรือก้อนซีสต์ออกไปเฉยๆ หรืออาจจะตัดปีกมดลูกไปข้างหนึ่ง หากก้อนซีสต์บิดขั้วจนทำให้รังไข่อักเสบมาก (แต่ปีกมดลูกยังเหลืออีกข้าง มีโอกาสตั้งครรภ์ และมีประจำเดือนทุกเดือนตามปกติ)
สาเหตุของการเกิดซีสต์

มาจากหลายๆ สาเหตุ เช่น

– กรรมพันธุ์

– ทานอาหารที่เสี่ยงต่อการกระตุ้นมะเร็ง เช่น ของทอดไหม้เกรียม อาหารกระป๋อง อาหารปนเปื้อนสารเคมี ฯลฯ (อ่านพฤติกรรมเสี่ยงโรคมะเร็งที่นี่)

– ร่างกายไม่แข็งแรง

– ที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตอุตสาหกรรม มีปัญหาทางมลพิษ

– ฯลฯ

ปวดท้องแบบไหน ถึงควรสงสัยว่าเป็นซีสต์ที่รังไข่?

ปวดท้องแบบเจ็บลึก หรือเป็นๆ หายๆ อาการปวดท้องคล้ายปวดท้องไส้ติ่ง หรือกระเพาะอาหาร เพียงแต่จะปวดเฉพาะบริเวณหน้าท้องด้านซ้ายล่าง (ปวดท้องโรคกระเพาะจะปวดกลางท้อง ปวดท้องไส้ติ่งจะปวดด้านขวา) สามารถปวดได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะช่วงมีประจำเดือน หรือไม่มีก็ตาม

ทำอย่างไร ถึงจะปลอดภัยจากซีสต์ในรังไข่

1. สังเกตความผิดปกติของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หากปวดท้องบ่อยๆ หน้าท้องโตขึ้น จับคลำเจอก้อน ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย (โดยปกติแล้ว เพียงตรวจปัสสาวะ หรือตรวจเลือด ก็ทราบได้แล้วค่ะว่าเป็นซีสต์หรือไม่)

2. ตรวจภายในอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจทั้งมะเร็งปากมดลูก และตรวจหาก้อนที่ผิดปกติในอุ้งเชิงกราน ทั้งมดลูกและรังไข่

3. ตรวจอัลตร้าซาวนด์ อาจไม่ได้แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกคน แต่สำหรับใครที่มีความจำเป็น หรือไม่สามารถตรวจภายในได้ หรือมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่จากรรมพันธุ์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โรคแบบนี้พบก่อน รักษาก่อน หายไวกว่าโดยที่อาจจะไม่ต้องผ่าตัดก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้นอยากให้หาเวลาว่างไปตรวจภายในกันบ้าง เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ ของคุณผู้หญิงทุกคนค่ะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : เฟซบุ๊คเพจ ใกล้มิดชิดหมอ

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

นอกจากมะเร็งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ อย่างมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด เชื่อว่าหลายคนน่าจะไม่ค่อยคุ้นหูกับ “มะเร็งช่องปาก” และอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเป็นโรคนี้ได้ยังไง อะไรคือสาเหตุ และอาการเป็นอย่างไร  จึงนำข้อมูลมาฝากกันค่ะ

 

มะเร็งช่องปาก ติด 1 ใน 10 โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคน

มะเร็งช่องปาก เป็นส่วนหนึ่งของโรคมะเร็งในกลุ่มโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ มีทั้งชนิด สะความัส (Squamous cell carcinoma) หรือ SCC และชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (Adenocarci noma) หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ชนิดหลังพบได้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นชนิด SCC

มะเร็งช่องปาก พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

 

มะเร็งช่องปาก มีสาเหตุจากอะไร?

เหมือนโรคมะเร็งอื่นๆ ที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่จะมีปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เป็นโรคมะเร็งช่องปากมากขึ้น

  1. ดื่มแอลกอฮอลล์
  2. สูบบุหรี่
  3. เคี้ยวหมากพลู เพราะมีสารก่อมะเร็งเจือปนอยู่
  4. มีแผลที่เกิดจากการระคายเคืองเยื่อเมือกบุช่องปาก ฟันแหลมคม/บิ่น ขูดจนผนังปากเป็นแผล และไม่รับการรักษาจนเป็นแผลมีหนอง แผลเรื้อรัง ซึ่งสุดท้ายอาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
  5. ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้อ HPV ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก โดยติดต่อมาที่ปากผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก
  6. มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งบริเวณศีรษะ และลำคอมาก่อน

อาการเบื้องต้นของโรคมะเร็งช่องปาก

  1. พบฝ้าสีขาว หรือสีแดง ในเยื่อบุช่องปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้น
  2. มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หายนาน 2-3 สัปดาห์
  3. มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มักไม่มีอาการเจ็บใดๆ
  4. ฟันโยก ฟันหลุด หรือสวมใส่ฟันปลอมไม่ได้ เป็นเพราะมีก้อนเนื้องอกขึ้นมาบริเวณเหงือก
  5. เคี้ยว และกลืนอาหารได้ไม่สะดวก มีความยากลำบากในการเคี้ยว และกลืน
  6. พบแผลที่รักษาไม่หาย และมีเลือดไหลออกมาจากแผลอย่างผิดปกติ
  7. พบก้อนที่ลำคอ ซึ่งอาจจะเป็นต่อมน้ำเหลืองโตจากมะเร็งลุกลาม แต่มักไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ

 

แผลในปากอาจไม่ใช่ร้อนใน แต่เป็น “มะเร็งช่องปาก”

วิธีจำแนกว่าเป็นแผลร้อนใน หรือแผลมะเร็งช่องปาก ง่ายๆ คือ แผลร้อนในสามารถหายได้เอง หรือมีอาการดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หรือไม่เกิน 1 อาทิตย์ แผลจะค่อยๆ เจ็บแสบน้อยลง และแห้ง เนื้อประสานกันได้ในที่สุด ยิ่งใช้ยาช่วยจะยิ่งหายเร็วขึ้น

แต่แผลจากมะเร็งช่องปาก จะเป็นแผลที่สดตลอดเวลา ไม่มีทีท่าว่าจะหาย และอาจมีเลือดออกมาในบางครั้ง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ก็ยังไม่ดีขึ้น

หากพบแผลดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หาหมอ

เตือน! 5 ยารักษาโรคที่ อย. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณา

เปิดเฟซบุ๊ค เลื่อนอ่านฟีดไปเรื่อยๆ เราอาจจะไปสะดุดกับโฆษณายาสมุนไพรรักษาโรคยอดฮิตมากมาย ที่โปรยคำโฆษณาได้น่าสนใจว่า เป็นยาสมุนไพรแท้ 100% สกัดจากธรรมชาติ ไม่ตกค้างในตับ ปลอดภัยต่อร่างกาย เห็นผลชัดเจนภายในไม่กี่วัน

แต่ขอบอกเลยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณายา หรืออาหารเสริมใดๆ ที่สามารถรักษา 5 โรคนี้ได้เด็ดขาด หากพบเจอเมื่อไร ขอให้สันนิษฐานได้เลยว่าเข้าข่าย “หลอกลวงผู้บริโภค” แน่นอน

  1. โรคเบาหวาน
  2. โรคเรื้อน
  3. โรควัณโรค
  4. โรคมะเร็ง
  5. บำบัด บรรเทา รักษาโรคสมอง ตับ ม้าม หัวใจ ปอด ไต

นอกจาก อย. จะเตือนว่ายาเหล่านี้ ไม่ได้รับการรับรองสรรพคุณตามคำโฆษณาแล้ว ผู้ป่วยที่ทานแต่ยาเหล่านี้ อาจเสียเงินฟรี และรักษาโรคไม่หาย และเสียโอกาสในการเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงอีกด้วย

ดังนั้น หากมีความผิดปกติทางร่างกาย หรือเป็นโรคดังกล่าว ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์โดยตรงจะดีกว่าค่ะ หรือหากอยากลองการรักษาทางเลือกอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนทุกครั้ง คิดเสียว่าแพทย์เป็นญาติเราเอง คุยได้ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ

แน่น-อึดอัดท้อง สัญญาณอันตราย “ม้ามโต”

ม้าม อยู่ตรงไหน? มีหน้าที่อะไร?

ม้าม เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายถั่วแดง อยู่ทางด้านหลังข้างซ้ายของช่องท้อง ใต้กะบังลม และซี่โครง ทำหน้าที่ในการควบคุมปริมาณของเลือดในร่างกายให้คงที่ ดึงเอาฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมาใช้ในร่างกาย และยังนำเอาของเสียในรูปแบบของเหลวออกมาจากเลือดด้วยเช่นกัน (ออกมาพร้อมปัสสาวะ) นอกจากนี้ม้ามยังสร้างแอนตี้บอดี้ในการต่อต้านเชื้อโรค และผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่ได้อีกด้วย

ม้ามโต คืออะไร?

อาการม้ามโต เป็นอาการที่ม้ามมีความผิดปกติจากสาเหตุใดสาหตุหนึ่ง จนทำให้มีอาการบวมโต จนอาจจะใหญ่มากเกินไปจนไปเบียดอวัยวะอื่นๆ และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

 

ม้ามโต มีสาเหตุมาจากอะไร?

อาการม้ามโต อาจมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ

– เป็นโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย

– เป็นโรคที่เกี่ยวกับตับ เช่น โรคตับแข็ง ตับอักเสบ

– เป็นอาการข้างเคียงเพิ่มเติมจากโรคไข้จับสั่น

– อาการข้างเคียงหลังจากติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เชื้ออีบีวี

– เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

– เป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

เป็นต้น

 

ม้ามโต มีอาการอย่างไร มีสัญญาณอันตรายอะไรบ้าง

หากคุณมีอาการดังกล่าว และเป็นผู้มีความเสี่ยง จากการเป็นผู้ป่วยโรคต่างๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น อาจสันนิษฐานได้ว่า มีอาการม้ามโต

  1. อึดอัด แน่นท้อง
  2. หายใจเข้าออกลำบาก หายใจไม่สะดวก
  3. ตัวซีด มีรอยเลือดจ้ำๆ เป็นห้อเลือดจุดๆ ตามร่างกาย
  4. แขน และขาอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง เหนื่อยง่าย
  5. เริ่มเป็นโรคอื่นๆ ตามมา เพราะภูมิคุ้มกันลดลง เป็นโรค และติดเชื้ออื่นๆ ได้ง่าย

 

วิธีป้องกันอาการม้ามโต

อาการม้ามโตไม่ใช่โรค เป็นอาการปกติที่อาจเกิดขึ้นตามสาเหตุที่กล่าวไว้ด้านบน ดังนั้นจึงอาจไม่มีวิธีป้องกันโดยตรงเช่นกัน แต่หากทราบว่าตัวเองมีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการมีอาการม้ามโต ควรสังเกตอาการของตัวเองให้ดี หากมีอาการ ตามสัญญาณอันตรายดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน อย่าปล่อยไว้นานจนทำให้การรักษาเป็นไปอย่างลำบากมากยิ่งขึ้น

 

แม้ว่าเราอาจจะยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยที่ไม่มีม้าม แต่อย่างไรเราก็ควรจะรักษาสุขภาพม้ามให้แข็งแรง ทำงานอย่างเป็นปกติจะดีที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : หาหมอ , วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ

วัคซีนมะเร็งปากมดลูก จำเป็นแค่ไหน? ใครต้องฉีดบ้าง?

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านมในประชากรหญิงไทย โดยในแต่ละปีพบผู้ป่วยประมาณ 10,000 คน และเสียชีวิตถึง 5,000 รายต่อปี

 

สาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูก

สาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกมาจากการติดเชื้อไวรัส Human Papilomavirus หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์ 16 และ 18 ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ และเปลี่ยนเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด ดังนั้นจึงมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV)  จากสองสายพันธุ์ 16 และ 18 ขึ้นมา

 

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV) มี 2 ชนิด ได้แก่ Quadrivalent vaccine (ชนิดไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16 และ 18) และ Bivalent vaccine (ชนิดไวรัส 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18) โดยสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี ควรได้รับให้ครบก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และก่อนการติดเชื้อ สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ววัคซีนไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้

ทั้งนี้ การป้องกันการติดเชื้อจะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีนยังคงต้องติดตามผลต่อไป เนื่องจากวัคซีนยังไม่มีข้อมูลประสิทธิผลของวัคซีนยาวเกินกว่า 10 ปี

 

อาการข้างเคียงจากวัคซีนมะเร็งปากมดลูก

โดยทั่วไปการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) มีความปลอดภัยสูง จึงไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่จะพบอาการปวด บวม แดง คัน บริเวณที่ฉีดวัคซีน ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ผื่นคันตามตัว และอาจมีไข้

ดังนั้น หลังจากฉีดวัคซีน ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับบ้านคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากวัคซีนไม่สามารถป้องการการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์

3 วิธีง่ายๆ เช็ค “ต้อหิน” รู้ตัวก่อนเสี่ยงตาบอดถาวร

กลุ่มเสี่ยงโรคต้อหิน

  1. วัยกลางคนที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  2. พบประวัติสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นโรคต้อหิน
  3. เป็นคนที่มีสายตายาวมาก หรือสั้นมากๆ
  4. เคยใช้ยาประเภทสเตียรอยด์เป็นระยะเวลาหนึ่ง
  5. เป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบเลือด เส้นเลือด หรือโรคเบาหวาน

3 วิธีง่ายๆ เช็ค “ต้อหิน”

  1. เช็คความคมชัดของสายตาตัวเอง โดยการปิดตา แล้วมองไปที่วัตถุใดวัตถุหนึ่ง เช่น ป้ายที่มีตัวอักษร โดยปิดตามองทีละข้าง
  2. สังเกตภาพจากด้านข้างก่อน ว่ามีความคมชัดเท่ากับภาพตรงกลางหรือไม่ เพราะปกติการสูญเสียการมองเห็นมักเริ่มจากด้านข้างก่อน
  3. หากเป็นอาการต้อหินปกติ อาการจะค่อยๆ เป็นอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยอาจไม่ทันได้สังเกตถึงความผิดปกติของสายตาตัวเอง แต่หากเป็นต้อหินเฉียบพลัน จะมีอาการปวดศีรษะ ปวดตาอย่างรุนแรง และเฉียบพลัน ตาแดง น้ำตาไหล ดวงตาสู้แสงไม่ได้ ตามัว เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ และคลื่นไส้อาเจียนได้

วิธีรักษาโรคต้อหิน

– รักษาด้วยยา หยอดตาเพื่อลดความดันในดวงตาให้อยู่ในสภาพปกติ สร้างน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา และช่วยให้การไหลเวียนออกของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาดีขึ้น

– ใช้เลเซอร์ ตามแต่ละประเภทของโรคต้อหินที่พบ

– การผ่าตัด สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้วิธีเลเซอร์ได้

หากพบอาการผิดปกติควรรีบพบจักษุแพทย์ แต่ถ้าจะให้ดี ควรตรวจสุขภาพตากับแพทย์ทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อป้องกันโรคต้อหิน ก่อนที่จะทำลายประสาทตาจนสูญเสียการมองเห็นถาวรค่ะ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สภากาชาดไทย , โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

ฟันคุดคืออะไร? ทำไมต้องผ่าฟันคุด? ไม่ผ่าได้ไหม?

ฟันคุดคืออะไร

ฟันคุด คือฟันที่ไม่สามารถขึ้นได้ตามปกติในช่องปาก อาจจะโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกรทั้งซี่ ฟันซี่ที่พบว่าเป็นฟันคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามล่างซี่สุดท้าย ซึ่งอยู่ด้านในสุดของกระดูกขากรรไกรล่าง โดยปกติแล้วฟันซี่นี้ควรจะขึ้นในช่วงอายุ 18 – 25 ปี อาจโผล่ขึ้นอยู่ในลักษณะตั้งตรง เอียง หรือนอนในแนวระนาบ และมักจะอยู่ชิดกับฟันข้างเคียงเสมอ นอกจากนี้ฟันซี่อื่น ๆ ก็อาจจะคุดได้ เช่น ฟันเขี้ยว ฟันกรามน้อยแต่พบได้น้อยกว่าฟันกรามล่างซี่สุดท้าย

จะทราบได้อย่างไรว่ามีฟันคุด

จากการตรวจในช่องปาก ถ้าพบว่าฟันซี่ใดโผล่ขึ้นมาได้เพียงบางส่วน หรือฟันซี่ใดหายไป ก็ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าน่าจะมีฟันคุด เพื่อให้แน่ใจก็ควรจะเอกซเรย์ดู ก็จะทำให้ทราบว่ามีฟันคุดฝังอยู่ในตำแหน่งไหนบ้าง การเอกซเรย์ฟิล์มพานอรามิกจะเห็นฟันทั้งหมดในกระดูกขากรรไกรทั้งบนและล่าง รวมถึงพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในกระดูกขากรรไกร

ทำไมถึงต้องผ่าฟันคุด

การผ่าตัดฟันคุดมีจุดประสงค์หลายประการ ได้แก่

1. เพื่อป้องกันการอักเสบของเหงือกที่ปกคลุมฟัน เพราะจะมีเศษอาหารเข้าไปติดอยู่ใต้เหงือก แล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้ เชื้อแบคทีเรียที่มาสะสมอยู่จะทำให้เหงือกอักเสบ ปวดและบวมเป็นหนอง ถ้าทิ้งไว้การอักเสบจะลุกลามไปใต้คาง หรือใต้ลิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ง่าย นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

2. เพื่อป้องกันฟันข้างเคียงผุ ซอกฟันระหว่างฟันคุดกับฟันกรามซี่ที่สองที่อยู่ชิดกันนั้น ทำความสะอาดได้ยาก เศษอาหารจะติดค้างอยู่ทำให้เกิดฟันผุได้ทั้งสองซี่

3. เพื่อป้องกันการละลายตัวของกระดูก แรงดันจากฟันคุดที่ พยายามดันขึ้นมา จะทำให้กระดูกรอบรากฟัน หรือรากฟันข้างเคียงถูกทำลายไป

4. เพื่อป้องกันการเกิดถุงน้ำหรือเนื้องอก ฟันคุดที่ทิ้งไว้นานไปเนื้อเยื่อที่หุ้มรอบฟันคุด อาจจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นถุงน้ำ แล้วโตขึ้นโดยไม่แสดงอาการเลย จนในที่สุดเกิดการทำลายฟันซี่ข้างเคียง และกระดูกรอบ ๆ บริเวณนั้น

5. เพื่อป้องกันกระดูกขากรรไกรหัก เนื่องจากการที่มีฟันคุดฝังอยู่ จะทำให้กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นบางกว่าตำแหน่งอื่น เกิดเป็นจุดอ่อน เมื่อได้รับอุบัติเหตุ หรือกระทบกระแทก กระดูกขากรรไกรบริเวณนั้นก็จะหักได้ง่าย

6. วัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่น ในการจัดฟัน ต้องถอนฟันกรามซี่ที่ สาม ออกเสียก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนฟันซี่อื่นๆ

impacted-tooth-2

ขั้นตอนการผ่าฟันคุดมีอะไรบ้าง น่ากลัวอย่างที่เขาบอกกันหรือเปล่า

การผ่าตัดฟันคุดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทันตแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึก หลังจากนั้นก็จะเปิดเหงือกให้เห็นฟัน แล้วใช้เครื่องกรอตัดฟันออกมา ล้างทำความสะอาดและเย็บแผลปิด เท่านี้ก็เสร็จแล้ว สามารถกลับบ้านได้ไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

หลังผ่าตัดฟันคุดแล้วจะมีอาการอะไรบ้าง จะพูดหรือรับประทานอาหารได้ไหม

อาการที่พบได้หลังการผ่าตัดฟันคุดคือ จะมีอาการปวดและบวมบริเวณแก้มด้านที่ทำผ่าตัดสัก 2 – 3 วัน อ้าปากได้น้อยลง ทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะที่ได้รับไปอาการก็จะบรรเทาลงได้ เรื่องอาหารคงต้องทานอาหารอ่อนไปก่อนสักระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนต่อแผล ส่วนการพูดก็พูดได้ตามปกติ แต่อย่าพูดมากนักเดี๋ยวจะเจ็บแผลได้

หลังผ่าตัดฟันคุดจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

คำแนะนำหลังการผ่าตัดฟันคุดมีดังนี้

1. กัดผ้าก๊อซนาน 1 ชั่วโมง กลืนน้ำลายตามปกติ

2. ห้ามบ้วนเลือดและน้ำลาย เพราะอาจทำให้เลือดไหลไม่หยุดได้

3. หลังคายผ้าก๊อซแล้ว ถ้ามีเลือดซึมจากแผลผ่าตัด ให้ใช้ผ้าก๊อซที่สะอาดกัดใหม่อีกประมาณ ½ ชั่วโมง

4. ประคบน้ำแข็งบริเวณแก้ม เฉพาะวันที่ทำผ่าตัด

5. รับประทานอาหารอ่อน

6. รับประทานยาให้ครบตามที่ทันตแพทย์สั่ง

7. งดออกกำลังกาย หรือ เล่นกีฬา

8. แปรงฟันทำความสะอาดในช่องปากตามปกติ

9. ตัดไหมหลังผ่าตัด 7 วัน

10.หากมีปัญหาหรือผลแทรกซ้อนเกิดขึ้น กลับมาพบทันตแพทย์ได้ก่อนวันนัด

การผ่าตัดฟันคุดมีอันตรายหรือผลแทรกซ้อนอะไรได้บ้าง

ผลแทรกซ้อนของการผ่าตัดฟันคุดที่พบได้ เช่น หลังคายผ้าก๊อซแล้วยังมีเลือดไหลจากแผลผ่าตัดมากผิดปกติ มีไข้หรือมีการติดเชื้อหลังการผ่าตัด หลังผ่าตัด 2 – 3 วันแล้วอาการปวดบวมยังไม่ทุเลา แต่กลับมีอาการเพิ่มมากยิ่งขึ้น หรือมีอาการชาของริมฝีปากล่างนานผิดปกติทั้งที่หมดฤทธิ์ชองยาชาแล้ว ถ้าท่านมีอาการเหล่านี้ควรรีบกลับไปพบทันตแพทย์ได้ทันที เพื่อหาทางแก้ไข
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าผลแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ไม่ต้องกังวลจนกลัวแล้วไม่ยอมไปผ่าตัดฟันคุด เพราะถ้าเก็บฟันคุดไว้กลับจะมีอันตรายมากยิ่งกว่าเสียอีก

ถ้าอย่างนี้แล้วจะป้องกันอันตรายจากฟันคุดได้อย่างไร

อันนี้ไม่ยากเพียงแค่ท่านไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจและเอกซเรย์ฟันก็จะทราบว่ามีฟันคุดฝังอยู่ในตำแหน่งใดบ้าง หลังจากนั้นก็เริ่มทยอยผ่าฟันคุดออกเสียก่อนที่จะมีอาการปวดบวม หรือทำให้ฟันข้างเคียงมีปัญหา การผ่าตัดในช่วงที่อายุยังน้อย (18 – 25 ปี) สามารถทำได้ง่าย แผลหายเร็วและผลแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดก็ต่ำ เพราะฉะนั้นมีฟันคุดแล้วอย่ารั้งรอ รีบผ่าตัดออกเสียแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่เกิดผลเสียในภายหลัง

ระวัง! กินสุกๆ ดิบๆ เสี่ยง “ไข้หูดับ” พบคนไข้สูงสุดเดือน เม.ย.

กรมควบคุมโรค เผยข้อมูลปี 2559 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 300 ราย พบผู้ป่วยสูงสุดในเดือนเมษายน เตือนประชาชนที่เฉลิมฉลองช่วงเทศกาลสงกรานต์หลีกเลี่ยงการกินหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ เพราะเสี่ยงป่วยโรคไข้หูดับ ทำให้หูหนวกถาวรหรือเสียชีวิตได้

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึงนี้ ประชาชนจำนวนมากได้เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อพบปะสังสรรค์กัน ขอให้ระมัดระวังเรื่องการรับประทาน โดยเฉพาะลาบ หลู้หมูดิบ หมูกระทะปิ้งย่าง จิ้มจุ่ม แบบสุก ๆ ดิบ ๆ เนื่องจากเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส ที่ทำให้หูหนวกถาวรหรือเสียชีวิตได้ 

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 3 เมษายน 2560 มีรายงานผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้ว 60 ราย เสียชีวิต 3 ราย  ส่วนข้อมูลในปี 2559 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ 300 ราย เสียชีวิต 16 ราย โดยพบผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 83 เป็นกลุ่มวัยทำงานและสูงอายุ พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงสุด คือ ภาคเหนือ รองลงมา คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับเดือนที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ เดือนเมษายน ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ทั้งนี้ โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส ที่อยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในกระแสเลือดของหมูที่กำลังป่วย โรคนี้สามารถติดต่อได้ 2 ทาง คือ ทางการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ รวมทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู และเลือดของหมูที่เป็นโรค โดยติดต่อสู่คนทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือเยื่อบุตา  และการกินหมูดิบๆ หรือสุก ๆ ดิบ ๆ เชื้อจะเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมอง เยื่อบุหัวใจอักเสบ ทำให้ประสาทหูทั้ง 2 ข้างอักเสบและเสื่อมจนหูหนวก

ผู้ที่ต้องเฝ้าระวังโรคนี้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อติดเชื้อจะเกิดอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง โรคหัวใจ  และ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคอ่อนแออยู่แล้ว สำหรับอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อเข้าในร่างกาย จะป่วยหลังติดเชื้อประมาณ 3-5 วัน อาการที่พบ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูดับ ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือด

เพิ่ม “ถั่วลิสง” ในมื้ออาหาร ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด!

 ผลการวิจัยใหม่ระบุว่า การรับประทานถั่วลิสงหลังอาหาร อาจจะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งในเลือดให้เราได้ เช่นเดียวกับวอลนัท และพีแคน

นักวิจัยได้รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับถั่งลิสง ล่าสุด ในวารสาร The Journal of Nutrition ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2017 ว่า การรับประทานแซนวิชเนยถั่วเป็นประจำ ส่งผลในด้านบวกต่อสุขภาพ เพราะถั่งลิสงนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา โดยช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ให้กับเราได้

ทั้งนี้ ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด และหากเรามีระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดสูง ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเครียด และมีอาการอักเสบต่าง ๆ

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาผู้ชายที่มีน้ำหนักเกิน แต่ยังมีสุขภาพดีจำนวน 15 คน อายุระหว่าง 20-65 ปี โดยมีการตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ กลูโคลส อินซูลิน และเอนโดธีเลียม หรือเยื่อบุผนังหลอดเลือด ของพวกเขา ทั้งก่อนและหลังการดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสม และไม่มีส่วนผสมของถั่งลิสง ผลปรากฏว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของถั่วลิสง 3 ออนซ์ มีระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของถั่วลิสง นักวิจัยจึงระบุว่า ถั่ว ให้ผลดีต่อระบบการทำงานของเส้นเลือด และแนะนำว่า การรับประทานถั่วลิสงนี้ อาจจะเป็นผลดีต่อระบบการทำงานของหัวใจ

ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการศึกษาพบว่า วอลนัท และพีแคน ก็ให้ผลดีต่อสุภาพเช่นกัน โดยช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

จากผลของรายงานวิจัยดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า เราจึงควรเพิ่มการรับประทานอาหารจำพวกถั่ว ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มมันลงไปในมื้ออาหาร เช่น การเพิ่มอัลมอนลงไปในสลัดผัก การเพิ่มวอลนัท ลงไปในข้าวโอ๊ต หรือจะเพิ่มถั่วลิสงลงในในอาหารจานทอดก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ อาหารพวกนี้ ยังเป็นของว่างที่ดีเยี่ยม ที่เราสามารถพกพาติดตัวไปรับประทานในเวลาพัก หรือเวลาว่างจากการทำงานได้อีกด้วย

จริงหรือไม่? ผู้หญิงมีประจำเดือน ห้ามดื่มน้ำเย็น?

ช่วงมีประจำเดือน เป็นช่วงที่เปราะบางของผู้หญิง และผู้หญิงหลายคนก็มีอาการแตกต่างกันออกไป บางคนปวดท้องมาก บางคนไม่ปวดเลย บางคนสิวขึ้น อยากทานอาหารรสจัด หน้าอกใหญ่ขึ้น หรือแม้กระทั่งหงุดหงิดง่ายกว่าเดิม

แต่สำหรับเรื่อง “น้ำเย็น” หลายคนอาจเคยได้ยินว่าช่วงมีประจำเดือนไม่ควรดื่มน้ำเย็น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วันนี้มีคำตอบมาฝากกันค่ะ

ทำไมผู้หญิงที่มีประจำเดือน ถึงมีอาการผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้น?

เพราะช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง และไม่สมดุลเหมือนปกติ ร่างกายจะเกิดความอ่อนแอขึ้นเล็กน้อย เพราะร่างกายสูญเสียของเหลวออกไปปริมาณหนึ่ง ผู้หญิงคนไหนที่สุขภาพไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ช่วงนี้อาจจะเจ็บป่วยได้ง่าย

บางคนอาจแค่ไม่สบายตัว บางคนมีอาการอ่อนเพลีย ปวดแขน ปวดขา ปวดเมื่อยเนื้อตัว หรือบางคนอาจมีอาการปวดท้องรุนแรง และอาการเหล่านี้เองที่ส่งผลทางด้านอารมณ์ตามมา เช่น หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย หรืออารมณ์เสียบ่อยๆ

และอารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลต่อปริมาณของประจำเดือนในแต่ละคนด้วยเช่นกัน

จริงหรือไม่? ผู้หญิงมีประจำเดือน ห้ามดื่มน้ำเย็น?

วารสารทางการแพทย์หลายฉบับระบุว่า ภูมิคุ้มกันโรคของผู้หญิงจะลดต่ำลงระหว่างมีรอบเดือน จึงเป็นที่มาของคำแนะนำที่ว่า ผู้หญิงมีประจำเดือน ห้ามดื่มน้ำเย็น ห้ามทานไอศกรีม หรือแม้กระทั่งห้ามอาบน้ำเย็น เพราะในขณะที่ร่างกายเราอ่อนแอ แล้วอยู่ดีๆ เราทำให้อุณหภูมิในร่างกายของเราเย็นลงกว่าปกติ เมื่อนั้นเชื้อโรคที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว หรือมาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว จะฉวยอากสในตอนนี้เข้ามาทำร้ายสุขภาพของคุณ จนเจ็บป่วยได้ง่ายๆ

วิธีดูแลสุขภาพระหว่างมีประจำเดือน

  1. นอนหลับให้เพียงพอ
  2. ออกกำลังกายได้ตามปกติ
  3. ทานอาหารที่มีประโยชน์
  4. ดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำดื่มอุณหภูมิห้อง เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในร่างกายอย่างรวดเร็ว
  5. ระมัดระวังความสะอาดของจุดซ่อนเร้นเป็นพิเศษ เพราะช่วงมีประจำเดือน ปากมดลูกจะเปิดมากกว่าเดิม อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

คุณผู้ชายที่อยู่ข้างกายคุณผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ก็ช่วยดูแลเอาใจใส่ และเข้าใจคุณผู้หญิงกันหน่อยแล้วกันนะคะ